รอบนี้จะมาแนะนำกายวิภาคของโปรแกรม Zotero กันนะครับ ก่อนอื่นก็เปิดโปรแกรม Zotero ขึ้นมากันก่อนเลย   นี่คือโปรแกรม Zotero ครับ (แหงล่ะ จะเป็นโปรแกรมอื่นได้ไง -*-) ซึ่งผมจะแบ่งแยกโปรแกรมเป็นส่วนๆ แล้วอธิบายทีละส่วนนะครับ ส่วนแรกทางด้านซ้ายมือ เป็นส่วนสำหรับจัดการหมวดหมู่ข้อมูล     จะอธิบายตามหมายเลขนะครับ 1. ปุ่มเพิ่มแฟ้มข้อมูล ใช้สำหรับเพิ่มแฟ้มข้อมูล เพื่อจัดหมวดหมู่ของข้อมูลตามที่ผู้ใช้ต้องการ 2. หมวดหมู่ หมวดหมู่ต่างๆที่จัดไว้ เราสามารถมองเห็นและย้ายหมวดหมู่ของข้อมูลได้ที่ตรงจุดนี้ โดยการคลิกลากข้อมูลไปใส่ในแฟ้มที่ต้องการ หรือลากแฟ้มไปซ้อนแฟ้มก็ยังได้ 3. Tags แสดง tags (คำสำคัญ) ของข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในแฟ้มนั้น (จุดนี้จะแสดงให้เห็นภาพรวมของข้อมูลในแฟ้มนั้นๆ) 4. Search tags ใช้สำหรับค้นหาข้อมูล โดยการค้นจะค้นตาม tags ของข้อมูล 5. ข้อมูลและรายละเอียดของข้อมูล ข้อมูลต่างๆของสิ่งพิมพ์ โดย 1 แถวก็คือข้อมูลวิทยานิพนธ์ 1 รายการ 6. ไฟล์แนบ ไฟล์ที่แนบมากับข้อมูลนี้ โดยสามารถเปิดปิดให้แสดงหรือไม่แสดงได้จากลูกศรหน้ารายละเอียดข้อมูล (ข้อ 5.) ส่วนไฟล์ที่แนบนั้นก็แนบได้ตั้งแต่โน้ตธรรมดา ไปจนถึงไฟล์ PDF 7. ปุ่มกำหนดการแสดงรายละเอียดของข้อมูล ปกติแล้วข้อมูลจะแสดงชื่อหนังสือเป็นหลัก แต่เราก็สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้แสดง/ไม่แสดงข้อมูลอะไรบ้าง นอกจากนั้น การคลิกที่แถบชื่อข้อมูลด้านบน จะเป็นการ sort ข้อมูลอีกด้วย 8. Tab สำหรับเลือกส่วนในการกรอกข้อมูล แบ่งเป็น 4 ส่วน tab แรกคือข้อมูลเฉพาะของหนังสือ tabที่สองคือหมายเหตุ tab ที่สามคือ tag ของหนังสือที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร และ tab สุดท้ายคือ ไฟล์แนบต่างๆ 9. พื้นที่สำหรับแก้ไขข้อมูล ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูล โดยเนื้อหาจะเปลี่ยนไป เมื่อเราเลือกข้อมูลแต่ละรายการในข้อ 9.1 10. ปุ่มสำหรับนำเข้าและส่งออกรายการข้อมูล ด้วยความสามารถนี้จะทำให้เราสามารถแบ่งปันข้อมูลของเรา และรับข้อมูลจากเพื่อนคนอื่นๆที่ใช้ Zotero เหมือนกันได้ 11. ปุ่มสำหรับเพิ่มข้อมูลแบบ Manual โดยจะเป็นการเพิ่มข้อมูลแบบ Manual (พิมพ์ด้วยมือ) 12. ปุ่มสำหรับเพิ่มข้อมูลแบบอัตโนมัติ โปรแกรมจะให้เราใส่หมายเลขประจำฉบับของงานวิจัย จากนั้นโปรแกรมจะทำการดึงข้อมูลทั้งหมดของสิ่งพิมพ์นั้นมาให้เราโดยอัตโนมัติจากฐานข้อมูลกลาง 13. ปุ่มแนบไฟล์ ใช้สำหรับแนบไฟล์หรือโน้ตต่างๆไปกับข้อมูลรายการนั้นๆ 14. ปุ่มสำหรับการค้นหาข้อมูลแบบขั้นสูง จะเป็นการค้นหาข้อมูลที่เรามีทั้งหมด โดยมีช่องให้กรอกข้อมูลแบบค่อนข้างละเอียด 15. ช่องสำหรับค้นหาข้อมูล จะเป็นการค้นหาแบบ basic เราสามารถพิมพ์คำอะไรลงไปก็ได้ จากนั้นโปรแกรมจะทำการค้นหาข้อมูลที่มีคำตรงกับคำที่เราใช้ค้นออกมา จบแล้วครับ ในส่วนของการแนะนำหน้าตาของโปรแกรม โดยเบื้องต้นแล้วเราจะใช้งานเพียงเท่านี้ครับ ตอนหน้าพบกับการใช้งานโปรแกรมแบบจริงๆจังๆ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลเข้ามายังโปรแกรม เพื่อเตรียมการไปสู่การทำบรรณานุกรมครับ
10 02 2020
996
พอดีเห็นหลายๆคนบ่นเรื่องการ citation (เขียน reference อ้างอิง) เลยมีแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง Zotero เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเก็บข้อมูลสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สิ่งพิมพ์(งานวิจัย, วิทยานิพนธ์, รายงาน ฯลฯ) media file(webpage, video file ฯลฯ) ซึ่งโปรแกรม Zotero นั้นมีฟังก์ชั่นหนึ่งที่สามารถจะดึงข้อมูลต่างๆ ของสื่อมาจัดทำ citation ได้ อย่างรวดเร็วและง่ายดาย (หลักการง่ายๆแค่นี้เองครับ) ติดตั้งโปรแกรม Zotero 1. เข้าไปที่เว็บไซต์ zotero.org 2. จะเห็นปุ่มใหญ่ๆ แดง เขียนว่า Download Now อยู่ ก็คลิกเลย   3. เมื่อคลิกมาแล้วจะเห็นว่ามีลิงค์ให้ดาวน์โหลดโปรแกรมอยู่ ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน โดยซีกซ้ายของหน้าจอ คือ Zotero for Firefox แบบนี้โปรแกรม Zotero จะทำการฝังตัวอยู่ในโปรแกรม Firefox หากจะทำการ citation ก็จะต้องดาวน์โหลดโปรแกรมเสริมอีกตัวหนึ่งมาเพิ่ม ส่วนซีกขวานั้นจะเป็นZotero Standalone ซึ่งเป็นโปรแกรม Zotero เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ว่าตัวนี้จะติดตั้งลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเลย โดยไม่ต้องฝังอยู่กับโปรแกรม Firefox รวมทั้งสามารถทำการ citation ได้ทันทีโดยไม่ต้องดาวน์โหลดส่วนเสริมมาเพิ่ม (แต่ต้องดาวน์โหลด Zotero connector เพื่อใช้ในการดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ : จะอธิบายในข้อถัดไป   ก่อนจะเข้าสู่บทถัดไป ขอแจ้งว่า จะทำการสอนการใช้งานบนระบบ Windows, ใช้งาน Zotero แบบ Standalone (ฝั่งขวา), ส่วนบราวเซอร์ที่ใช้จะเป็น Google Chorme (เนื่องจากน่าจะเป็นบราวเซอร์ที่มีคนใช้มากที่สุด อ้างอิง: http://www.w3schools.com/browsers/browsers_stats.asp) อ้อ! สำหรับใครที่ใช้ Internet Explorer ตอนนี้ทางผู้พัฒนาโปรแกรมบอกว่ายังไม่สามารถทำงานกับ Internet Explorer ได้ครับ ติดตั้ง Zotero Connector 1. ดูที่ทางด้านขวาที่เขียนว่า Zotero Standalone คลิกที่แถบสีแดงที่เขียนว่า Zotero 4.0 for Windows เพื่อทำการดาวน์โหลดโปรแกรม Zotero แบบ Standalone   2. ดาวน์โหลดมาแล้วก็ติดตั้งตามปกติเหมือนติดตั้งโปรแกรมทั่วไป   3, กลับไปที่หน้าดาวน์โหลดโปรแกรมเมื่อซักครู่ ใต้แถบสีแดงที่เราคลิกดาวน์โหลดโปรแกรม Zotero เมื่อซักครู่จะมีรูปบราวเซอร์ที่เรากำลังใช้งานอยู่ ให้คลิกเพื่อเพื่อที่ดาวน์โหลด connector เว็บเพจจะเปลี่ยนไปยัง Chrome Web Store ให้คลิกปุ่ม ADD TO CHROME จะมี dialog box โผล่ขึ้นมาให้คลิก เพิ่ม รอสักครู่ จะมีแถบโผล่ออกมาว่าได้ทำการติดตั้ง connector เสร็จแล้ว       สำหรับการติดตั้งตระเตรียมก็มีเพียงเท่านี้ครับ ตอนหน้าจะมากล่าวถึงเรื่องการนำข้อมูลเข้าโปรแกรม Zotero ครับ
10 02 2020
965
ปกติแล้วเมื่อเราทำการใส่เลขหน้าใน microsoft word มักจะมีปัญหาคือ โปรแกรมจะทำการใส่เลขหน้าตั้งแต่หน้าแรก ซึ่งโดยปกติการทำเอกสารที่ถูกต้อง หน้าปก คำนำ หรือสารบัญ จะไม่มีเลขหน้า วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีการใส่เลขหน้าโดยให้เริ่มจากหน้าที่เราต้องการกันครับ ผมจะสมมุติว่าเรามีงานอยู่หกหน้านะครับ แผ่นแรก - ปก แผ่นที่สอง - คำนำ แผ่นที่สาม - สารบัญ แผ่นที่สี่ ห้า หก - เนื้อหา โดยเราจะใส่เลขหน้าเบอร์ 1 ที่แผ่นที่ สี่ (เนื้อหา 1), เบอร์ 2 ที่แผ่นที่ห้า (เนื้อหา 2), เบอร์ 3 ที่แผ่นที่หก(เนื้อหา 3) 1. ให้เราไปยังหน้าก่อนหน้าที่เราจะใส่เลขหน้าเบอร์ 1 ในที่นี้ก็คือผมจะไปที่แผ่นที่สามที่เป็นสารบัญครับ   2. ไปที่เมนู ribbon ด้านบน เลือกเมนู Page Layout ลองมองดูในชุดเครื่องมือที่ชื่อ Page Setup จะเห็นว่ามีเครื่องมือที่ชื่อว่า Breaks อยู่ ให้คลิก   3. คลิกที่ Breaks เลยครับ ก็จะมีรูปแบบการ Breaks ให้เราเลือกหลายแบบ ให้เราเลือก แบบ Section Breaks รูปแบบเป็น Next Page ครับ   4. เมื่อคลิกแล้ว หน้าถัดไปซึ่งเป็นหน้าเนื้อหาหน้าแรก จะถูกดันตกลงไปหน้านึง ไม่ต้องตกใจครับ ให้ทำการตกแต่งหน้าให้เข้าที่ครับ   5. เมื่อแต่งหน้าเข้าที่แล้ว ไปคลิกที่หน้าเนื้อหาแผ่นแรก แล้วทำการแทรกหมายเลขหน้าได้เลยครับ ไปที่ Insert ดูชุดเครื่องมือที่ชื่อ Header & Footer คลิกที่ Page Number แล้วเลือกรูปแบบของเลขหน้าตามใจชอบครับ   6. เมื่อทำการเพิ่มเลขหน้าแล้ว เราก็จะพบว่ามันก็ใส่หน้า 1 ให้ตั้งแต่แผ่นแรก(หน้าปก)เหมือนกันนี่นา ใจเย็นๆ แล้วดูขั้นตอนต่อไปเลยครับ   7. ลองไปดูหน้าที่เราทำ section break ไว้ในขั้นตอนที่ 3 ครับ จากนั้นดับเบิ้ลคลิกที่เลขหน้าเพื่อเข้าสู่มุมมองแบบ Header & Footer ทีนี้ลองสังเกตดูดีๆ ถึงแม้ว่าจะมีเลขหน้าก็จริง แต่ Section จะไม่เหมือนกันครับ หน้าสารบัญจะเป็น Section 1 ส่วนเนื้อหาหน้าแรกจะเป็น Section 2 ครับ   8. ให้เราคลิกที่เลขหน้าของเนื้อหาหน้าแรก จากนั้นขึ้นไปยัง ribbon menu ในส่วนของ Design ลองสังเกตในส่วนของกล่องเครื่องมือ Navigation จะสังเกตเห็นเครื่องมือตัวหนึ่งชื่อ Link to Previous ถูกไฮไลท์ไว้อยู่ ตรงนี้ให้เราคลิกหนึ่งครั้งเพื่อเอาไฮไลท์ออก เลขหน้าของเนื้อหาหน้าแรกก็จะหยุดทำการเชื่อมต่อกับ Section 1 ครับ   9. แต่หลังจากหยุดการเชื่อมต่อแล้ว จะสังเกตได้ว่าเลขหน้าเนื้อหาของเรายังเป็นเลข 4 ซึ่งต่อกับหน้าสารบัญซึ่งเป็นเลข 3 อยู่ ให้เรากลับไปยัง ribbon menu ในส่วนของ Design อีกครั้งสังเกตในส่วนของกล่องเครื่องมือที่ชื่อ Header & Footer คลิกที่ Page Number แล้วเลือก Format Page Numbers...   10. จะปรากฏหน้าต่างเล็กๆ โผล่มาอันนึง ให้เราลองดูที่ส่วนของ Page numbering คลิกที่ปุ่มที่ Start at: ให้เราใส่เลข 1 แล้วคลิกปุ่ม OK   11. ก็จะสังเกตเห็นว่าหน้าเนื้อหาของเรา มีเลขหน้าเริ่มต้นที่เลข 1 แล้วครับ   12. ทีนี้เราก็มาเอาเลขหน้าออกจาก หน้าปก คำนำ และสารบัญกันครับ ไปคลิกที่หน้าใดก็ได้หน้าหนึ่งในสามหน้านี้ ไปที่ ribbon menu ในส่วนของ Design ที่กล่องเครื่องมือ Header & Footer เลือกเครื่องมือ Page Number แล้วคลิกเลือกเมนู Remove Page Numbers   13. เลขหน้าจะหายไปจาก หน้าปก คำนำ สารบัญ แล้วครับ ^ ^
10 02 2020
1520